Elephant Diplomacy

"ช้างทูตสันถวไมตรี" วิถีคชสารในต่างแดน...

เรื่องเล่า ความหวัง และบทเรียนการทูตแบบมีชีวิต

"ช้างทูตสันถวไมตรี" (Elephant Diplomacy) ไม่ได้เป็นเพียงการส่งมอบสัตว์ขนาดใหญ่จากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง แต่คือกระบวนการทางรัฐศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีความซับซ้อน ซึ่งสามารถอธิบายได้ในหลายมิติ คือ

1. มิติทางประวัติศาสตร์และอำนาจ
ในบริบทของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช้างคือสัญลักษณ์ของ "พระบารมี" และ "อำนาจรัฏฐาธิปัตย์" ในสมัยโบราณการมอบช้างเปรียบเสมือนการยื่นไมตรีจิตที่แฝงไปด้วยการยอมรับในอำนาจของกันและกัน ช้างเป็นสัตว์ที่ดูแลยากและมีค่าใช้จ่ายสูง การที่กษัตริย์หรือประมุขส่งมอบช้างให้แก่กัน จึงเป็นการแสดงออกถึงความมั่งคั่งและทรัพยากรที่เหลือล้น เป็นเครื่องยืนยันว่า "มิตรภาพนี้สำคัญพอที่จะแลกด้วยทรัพยากรที่มีค่าที่สุด" ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ "พลายฮานาโกะ" ที่ไทยส่งไปญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2492 ในช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังบอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ช้างไม่ได้ไปในฐานะสัตว์ทั่วไป แต่ไปในฐานะ "ผู้เยียวยา" และเป็นตัวแทนการเริ่มต้นใหม่ของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

2. มิติทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์
ช้างไทยมีลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า "ช้างเอเชีย" ซึ่งมีความผูกพันกับคติความเชื่อทางศาสนาพุทธและพราหมณ์ การส่งช้างไปต่างประเทศจึงเป็นการส่ง "Soft Power" ผ่านอัตลักษณ์ไทยไปสู่สายตาชาวโลก ในกรณีของ "พลายศักดิ์สุรินทร์" หรือ "พลายศรีณรงค์" ที่ส่งไปยังศรีลังกา หน้าที่หลักของพวกเขาไม่ใช่การโชว์ตัวในสวนสัตว์ แต่คือการปฏิบัติศาสนกิจในพิธีแห่พระเขี้ยวแก้ว ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวพุทธในศรีลังกา

3. มิติทางด้านการดูแลและสวัสดิภาพ
การเคลื่อนย้ายช้างต้องผ่านอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ซึ่งระบุว่าช้างเอเชียเป็นสัตว์ในบัญชีหมายเลข 1 การส่งมอบจึงต้องเป็นไปเพื่อการวิจัยหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น ห้ามการซื้อขายเชิงพาณิชย์

ความท้าทายด้านนิเวศวิทยา: ช้างไทยเติบโตในสภาพอากาศเขตร้อน เมื่อต้องไปอยู่ในประเทศเขตอบอุ่นหรือเขตหนาว เช่น เดนมาร์ก หรือเยอรมนี รัฐบาลผู้รับมอบต้องลงทุนมหาศาลในการสร้าง "โรงช้างปรับอากาศ" และการนำเข้าอาหารเฉพาะทาง ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการรักษาสัมพันธไมตรีนั้น ๆ

#จุดเปลี่ยนและมุมมองใหม่ในยุคปัจจุบัน
"ช้างทูตสันถวไมตรี" ได้ก้าวข้ามบทบาทจากการเป็นเพียงของขวัญทางราชไมตรีสู่การเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือด้านการอนุรักษ์ระดับสากล ท่ามกลางกระแสการตระหนักรู้เรื่องสิทธิสัตว์ (Animal Rights) และมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ที่เข้มงวดขึ้น ความท้าทายจากกรณีการส่งคืนสัตว์ เช่น พลายศักดิ์สุรินทร์ ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้จารีตประเพณีโบราณต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานจริยธรรมสมัยใหม่ โดยเปลี่ยนรูปแบบจากการส่งมอบเพื่อสร้างมิตรภาพทางการเมือง ไปสู่ความร่วมมือทางวิชาการเพื่อการศึกษาและกระจายความเสี่ยงในการสูญพันธุ์

ดังนั้น อนาคตของการทูตลักษณะนี้จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์เชิงอำนาจ แต่เป็นการแบ่งปันความรับผิดชอบร่วมกันในการดูแลรักษาชีวิตที่มีความรู้สึก เพื่อให้ช้างทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพที่ยั่งยืนควบคู่ไปกับคุณภาพชีวิตที่ดีตามมาตรฐานสากล

Visitors: 532,843