Military Operations Other Than War
“มากกว่าอาวุธ คือการหยิบยื่นความหวัง”
พลิกมิติใหม่กองทัพไทย ในวันที่ความมั่นคงไม่ใช่แค่เรื่องในสนามรบ
เมื่อเข็มนาฬิกาเดินทางมาถึงวันที่ 18 มกราคม กลิ่นอายของ "วันกองทัพไทย" มักทำให้เรานึกถึงภาพยุทโธปกรณ์และการสวนสนามที่ดูเข้มแข็ง ทว่าในโลกศตวรรษที่ 21 ที่บริบทความขัดแย้งเปลี่ยนไป "ความเข้มแข็ง" ของกองทัพถูกนิยามใหม่ผ่านภารกิจที่เราอาจไม่คุ้นตาอย่าง MOOTW (Military Operations Other Than War) หรือปฏิบัติการทางทหารที่ไม่ใช่การรบ ซึ่งได้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการถักทอ "ความมั่นคงของมนุษย์" ให้เกิดขึ้นจริง
ทหารคือที่พึ่งแรก : ในวันที่เมฆฝนแห่งวิกฤตพัดผ่าน
ในยามที่ธรรมชาติสำแดงอำนาจจนเกินกว่ามือเปล่าของมนุษย์จะต้านทานได้ เรามักเห็นภาพทหารไทยปรากฏตัวขึ้นพร้อมเครื่องจักรกลหนักและหัวใจที่พร้อมบริการ คติพจน์ที่ว่า "เมื่อภัยมา ทหารคือที่พึ่ง" ไม่ใช่เพียงคำขวัญที่สวยหรู แต่คือการนำ Dual-use Technology หรือเทคโนโลยีสองทางมาปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรม
ภาพเฮลิคอปเตอร์ที่เคยใช้ส่งกำลังพล กลับกลายเป็นพาหนะกู้ชีพเหนือยอดดอยหรือในถ้ำลึกดั่งกรณีถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ภาพทหารช่างที่เคยวางกับดักระเบิดกลับมาสร้างสะพานเบลีย์เชื่อมต่อหมู่บ้านที่ถูกตัดขาดจากอุทกภัย หรือแม้แต่ในวิกฤตโรคระบาดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า กองทัพยังทำหน้าที่เป็นหน่วยโลจิสติกส์เคลื่อนที่เร็ว จัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อให้ลมหายใจของประชาชนดำเนินต่อไปได้ นี่คือการเปลี่ยนอาวุธให้กลายเป็นเครื่องมือบรรเทาทุกข์ที่จับต้องได้อย่างแท้จริง
ทูตสันติภาพไทย : จากลุ่มน้ำโขงสู่ผืนทรายในแอฟริกา
มิติของกองทัพไทยไม่ได้หยุดอยู่เพียงภายในเส้นกั้นพรมแดน ทหารไทยยังได้รับความเชื่อมั่นในระดับสากลผ่านภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ (UN) โดยเฉพาะในดินแดนที่บอบช้ำจากสงครามอย่างเซาท์ซูดาน ในนามภารกิจ UNMISS ทหารช่างไทยไม่ได้นำไปเพียงความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม แต่ได้นำแนวทาง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ไปหยั่งรากลงในจิตใจคนท้องถิ่น การสร้างถนนยาวสุดสายตาไม่ได้เป็นเพียงการเชื่อมโยงเส้นทางส่งเสบียง แต่คือการเปิดประตูโอกาสให้ชาวบ้านเข้าถึงความช่วยเหลือทางการแพทย์และการศึกษา ขณะเดียวกันยังได้ส่งต่อ "ศาสตร์พระราชา" ผ่านการสอนทำเกษตรกรรมที่พึ่งพาตนเองได้ ทำให้ภาพลักษณ์ของทหารไทยในสายตาชาวโลกคือ "มิตรแท้" ผู้มาเพื่อสร้างสันติภาพที่กินได้และยั่งยืน
รั้วที่มีลมหายใจ : ความมั่นคงที่เริ่มจากรอยยิ้มริมชายแดน
ภาพจำของแนวชายแดนที่เต็มไปด้วยบังเกอร์และลวดหนาม กำลังถูกแทนที่ด้วยวิสัยทัศน์ “รั้วของชาติที่มีชีวิต” กองทัพในวันนี้หันมาใช้กลไกความมั่นคงนำการทหาร เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ทั้งยาเสพติดและการค้ามนุษย์ โดยการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและหมู่บ้านคู่ขนาน
เมื่อประชาชนริมตะเข็บชายแดนมีอาชีพที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับทหารประเทศเพื่อนบ้าน พื้นที่ที่เคยตึงเครียดก็กลายเป็นเขตเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ความมั่นคงจึงไม่ใช่แค่การป้องกันการรุกรานจากภายนอก แต่คือการทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยในบ้านของตนเอง มีรายได้เลี้ยงปากท้อง และมีความมั่นใจในอนาคต
บทสรุป
บทบาทของกองทัพไทยในศตวรรษนี้ จึงเป็นภาพสะท้อนของการปรับตัวให้สอดรับกับความต้องการของโลก การเปลี่ยนกำลังพลให้เป็น "วิศวกรทางสังคม" และเปลี่ยนภารกิจจากการทำลายล้างเป็นการสร้างสรรค์ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความเข้มแข็งที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่แสนยานุภาพของอาวุธ แต่อยู่ที่ว่ากองทัพสามารถสร้างความสงบสุขและรอยยิ้มให้แก่ประชาชนได้มากเพียงใด
เพราะท้ายที่สุดแล้ว "ความมั่นคงของชาติ" กับ "ความสุขของประชาชน" คือเรื่องเดียวกันที่ไม่อาจแยกจากกันได้