THEOS-2A
ก้าวสำคัญและบทเรียนล้ำค่าของอวกาศไทย
สรุปสถานการณ์การนำส่งดาวเทียม THEOS-2A
ประเทศไทยได้จารึกหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ในการส่ง THEOS-2A (Thailand Earth Observation System-2A) ดาวเทียมสำรวจโลกความละเอียดสูงฝีมือคนไทยดวงล่าสุดขึ้นสู่อวกาศ เมื่อวันจันทร์ที่ 12 มกราคม 2569 ณ ฐานปล่อยจรวดในประเทศอินเดีย แม้ภารกิจในครั้งนี้จะเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันในช่วงระหว่างการนำส่ง แต่ THEOS-2A ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของวิศวกรไทยที่สามารถออกแบบและพัฒนาซอฟต์แวร์ รวมถึงระบบดาวเทียมในระดับสากล โดยความสำเร็จนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง GISTDA และบริษัท Surrey Satellite Technology (SSTL) จากสหราชอาณาจักร ภายใต้การสนับสนุนชิ้นส่วนเทคโนโลยีจากผู้ประกอบการในประเทศไทย
อัปเดตสถานการณ์การนำส่ง
จากการแถลงการณ์ล่าสุดของ ดร.วี. นารายานัน (Dr. V. Narayanan) ประธานองค์กรอวกาศอินเดีย (ISRO) ได้ให้ข้อมูลทางเทคนิคที่สำคัญระบุว่า
จรวดนำส่ง: ใช้จรวด PSLV ภายใต้ภารกิจ PSLV-C62 EOS-N1 ซึ่งเป็นจรวดแบบ 4 ขั้น (Solid 2 ขั้น และ Liquid 2 ขั้น)
จุดผิดปกติ: การปล่อยดำเนินไปได้ด้วยดีจนถึงช่วงปลายของ ขั้นที่ 3 (Stage 3) ซึ่งระบบตรวจพบสิ่งรบกวน (Disturbance) ส่งผลให้อัตราการหมุนของจรวด (Roll Rate) ผิดปกติเล็กน้อย
ผลกระทบ: ความผิดปกติดังกล่าวทำให้วิถีการบิน (Flight Path) เบี่ยงเบนไปจากแนวที่กำหนดไว้ ส่งผลให้การนำส่งดาวเทียม THEOS-2A เข้าสู่เป้าหมายในครั้งนี้ไม่สำเร็จตามที่วางแผนไว้ ขณะนี้ทาง ISRO กำลังเร่งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดต่อไป

ส่องสเปกและเทคโนโลยี THEOS-2A
- ความละเอียดภาพ: ใช้เซนเซอร์แบบ Push-broom (การกวาดภาพตามแนวโคจร) ซึ่งให้ความละเอียดของภาพที่ 1.18 เมตร จากระดับความสูง 550 กิโลเมตร สามารถบันทึกได้ทั้งภาพขาวดำ และภาพสี 4 ช่วงคลื่น คือ Red Green Blue และ Near-Infrared ซึ่งช่วงคลื่น Near-Infrared นี้สำคัญมากในการวิเคราะห์สุขภาพพืชและการเกษตร
- ระบบ AIS & ADS-B: รับสัญญาณติดตามเรือและเครื่องบิน เพื่อความปลอดภัยและการคมนาคม โดย AIS (Automatic Identification System) ใช้รับสัญญาณจากเรือเดินสมุทรทั่วโลก เพื่อระบุตำแหน่ง ประเภท และความเร็วของเรือ ช่วยป้องกันการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) ส่วน ADS-B (Automatic Dependent Surveillance-Broadcast) ใช้รับข้อมูลจากเครื่องบินพาณิชย์ ช่วยสนับสนุนการจัดการจราจรทางอากาศในจุดที่เรดาร์ภาคพื้นดินไปไม่ถึง เช่น กลางมหาสมุทร
- สายอากาศ Whip & Patch: สายอากาศแบบ Whip ที่มีลักษณะเป็นเส้นยาว จะทำหน้าที่รับและส่งสัญญาณคำสั่งพื้นฐาน (Telemetry & Command) ระหว่างดาวเทียมกับสถานีควบคุมภาคพื้นดินเพื่อให้มั่นใจว่าดาวเทียมทำงานตามแผนที่วางไว้ ส่วนสายอากาศแบบ Patch ที่มีลักษณะแบนราบขนานกับตัวถัง จะทำหน้าที่รับสัญญาณจากระบบดาวเทียมนำทางสากลหรือ GNSS เช่น GPS เพื่อระบุตำแหน่ง พิกัด และเวลาที่แม่นยำของดาวเทียมในขณะโคจรอยู่บนอวกาศ
- วงโคจร: คือเส้นทางการโคจรของดาวเทียมที่ระดับความสูงประมาณ 500-2,000 กิโลเมตรจากพื้นโลก โดยมีจุดเด่นคือดาวเทียมจะโคจรผ่านพื้นที่เดิมบนโลกในเวลาท้องถิ่นเดียวกันเสมอ ซึ่งช่วยให้แสงอาทิตย์ที่ตกกระทบพื้นผิวโลกในภาพถ่ายมีความสม่ำเสมอและมีมุมตกกระทบที่ใกล้เคียงกันในแต่ละช่วงเวลา ส่งผลดีต่อการเปรียบเทียบข้อมูลภาพถ่ายเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นที่ในระยะยาวได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ การโคจรในระดับต่ำ (LEO) ยังช่วยให้ดาวเทียม THEOS-2A สามารถบันทึกภาพพื้นผิวโลกได้ด้วยความละเอียดสูงเนื่องจากอยู่ใกล้โลกมากกว่าดาวเทียมประเภทอื่น ทำให้เป็นวงโคจรที่เหมาะสมที่สุดสำหรับภารกิจสำรวจทรัพยากรและการทำแผนที่รายละเอียดสูง
1.png)
ประโยชน์รอบด้าน
- การเกษตรและอาหาร: ติดตามพื้นที่เพาะปลูก คาดการณ์ผลผลิต และช่วยจัดการน้ำในไร่นา
- ภัยธรรมชาติ: เฝ้าระวังและประเมินความเสียหายจากน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือไฟป่าได้ทันท่วงที
- การจัดการน้ำ: วางแผนบริหารจัดการลุ่มน้ำทั่วประเทศแบบองค์รวม
- ผังเมืองและที่ดิน: จัดทำแผนที่ความละเอียดสูง ตรวจสอบแนวเขตที่ดินและชายแดน
- ทรัพยากรธรรมชาติ: ติดตามพื้นที่ป่าไม้ การเปลี่ยนแปลงทางระบบนิเวศ และคุณภาพสิ่งแวดล้อม
- ความมั่นคงและการคมนาคม: ตรวจสอบความปลอดภัยทางทะเลและน่านฟ้า
THEOS-2A จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือในอวกาศ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ก้าวไกลยิ่งกว่าเดิม
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)